|
1. กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ
อาหารเป็นสิ่งสำคัญต่อผิวมากกว่าเครื่องสำอางใดๆ ดังนั้นเรา จึงควร เลือกอาหารที่จะช่วยดูแลสุขภาพผิวพรรณอย่างถูกต้อง เช่น อาหารอุดม วิตามินเอ เช่น นมสด ผลิตภัณฑ์จากนม ตับ ฟักทอง แคร์รอต ผักบุ้ง ตำลึง อาหารพวกนี้นอกจากจะช่วยทำให้ผิวสวยแล้ว ยังช่วย ซ่อมแซมและสร้างเนื้อเยื่อในร่างกายอีกด้วย • อาหารอุดมด้วยวิตามินบี เช่น เนื้อปลา เป็ด ไก่ ถั่วเมล็ดแห้ง ต่างๆ
• อาหารอุดมด้วยวิตามินซี เช่น
ผักผลไม้ทั้งหลาย วิตามินซีใน
ผักผลไม้จะช่วยทำให้ผิวหนังยืดหยุ่น กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
• อาหารอุดมด้วยวิตามินอี เช่น
จมูกข้าวสาลี ธัญพืชต่างๆ
วิตามินอีจะช่วยทำให้ผิวเรียบเนียน ป้องกันแผลเป็น
• น้ำมันปลา ซึ่งมีกรดไขมันโอเมกา-3 จะช่วยฟื้นฟูผิวให้ดู
มีสุขภาพดี • ดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร หรือ 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อให้ความชุ่ม ชื้นแก่ผิว 2. ทำอารมณ์ให้แจ่มใสอยู่เสมอ แม้อารมณ์จะมีความสำคัญโดยอ้อมกับผิวพรรณ แต่ก็เป็นปัจจัยหนึ่ง ที่สำคัญ เพราะถ้าอารมณ์หงุดหงิด โกรธง่ายจะทำให้ระบบการ ไหลเวียนเลือดไม่ดี ท้องอืดเฟ้อ อาหารไม่ย่อย ไม่อยากอาหาร ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ จึงส่งผล ให้สุขภาพผิวแย่ไปด้วย 3. พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยทำให้ใบหน้าดูสดใสเต่งตึง เนื่องจากผิวได้รับการซ่อมแซมในระหว่างหลับอย่างเต็มที่ การพักผ่อนในที่นี้ยังรวมถึงการผ่อนคลายในรูปแบบต่างๆ ด้วย เช่น การเล่นโยคะ บริหาร่างกาย นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ เป็นต้น 4. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยให้โลหิตนำพาออกซิเจน ไปเลี้ยงทั่วร่างกายได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยขับถ่ายพิษหรือของเสียออกจากร่างกายทางเหงื่อได้ ผิวพรรณจึงดูสดใส เปล่งปลั่ง และมีเลือดฝาด 5. ดูแลความสะอาดของผิวพรรณ เป็นวิธีช่วยเพิ่มเสน่ห์ของผิวพรรณได้อีกทางหนึ่ง เพราะจะทำให้ ผิวสดชื่นปลอดจากเชื้อโรคหรือเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง การอาบน้ำอุ่นอุณหภูมิพอเหมาะ (ประมาณ 38 องศาเซลเซียส) จะช่วยทำความสะอาดผิวหนังได้ดีมาก และยังกระตุ้น การไหลเวียนของเลือด แต่หากอาบน้ำอุ่นจัดเป็นเวลานานเกิน ไปอาจทำให้อ่อนเพลียได้ง่าย สำหรับสบู่ที่ใช้ทำความสะอาดผิว ควรมีค่า pH5 หรือน้อยกว่านั้นและควรหลีกเลี่ยงการ ใช้ผลิตภัณฑ์อาบน้ำชนิดโฟม เพราะทั้งสบู่ที่มีฤทธิ์แรงแล ะโฟมจะทำลายไขมันตามธรรมชาติที่เคลือ บอยู่บนผิว ทำให้ผิวแห้ง หลังอาบน้ำควรทาครีมบำรุงผิวให้ทั่วตัว เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิว
ปกติ 390 บาท
พิเศษลดเหลือ 290 บาท
สอบถามโทร 085-9083178 วราพร
|
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซีซีครีม เอสพีเอฟ50 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ซีซีครีม เอสพีเอฟ50 แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556
วิธีบำรุงผิว ให้สวยใสสุขภาพดีง่ายๆ 5 ขั้นตอน
วิธีบำรุงผิวให้สวยใสสุขภาพดี ง่ายๆ 5 ขั้นตอน
วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556
ปกป้องผิวสวยให้อยู่กับคุณไปนานๆจากแสงแดดอันร้อนแรง
แสงแดด เป็นภัยใกล้ตัวที่เรานึกไม่ถึง
เพราะนอกจากทำให้เราผิวคล้ำ สบ ร้อน และคัน แล้ว
ยังก่อให้เกิดอันตรายในระยะยาวอีกด้วย เช่น ผิวแก่ก่อนวัย หรือมะเร็งผิวหนัง
โดยเฉพาะคนผิวขาวที่ต้องการมีผิวสีแทน และ ไปทำกิจกรรมกลางแสงแดดจ้า ชึ่งกิจกรรมเหล่านี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายเป็นอย่างยิ่ง
ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดจะเป็นตัวช่วยให้ผิวหนังของเราถูกแสงน้อยลง
ทำให้กิจกรรมกลางแจ้งไม่อันตรายจนเกินไปนัก โดยภาคอุสาหกรรมได้พยายามค้นคว้า
วิจัยผลิตภัณฑ์ป้องกันอันตรายจากแสงแดดให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น
เริ่มจากการใช้อนุพันธ์ของสารบางชนิดเพื่อดูดซับบรังสีอัลตราไวโอเลต
หรือทีมักเรียกว่ารังสี UV จากแสงแดด
และต่อมามีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มยิ่งขึ้น
เช่น กลุ่มที่ชื่นชอบแสงแดด ชอบเล่นกีฬากลางแจ้ง (เทนนิส กอล์ฟ วินเซิร์ฟ)
ซึ่งสังเกตได้จากการเน้นค้า Sun Protection Factor (SPF) สูงๆ
เมื่อใช้ทาผิวแล้วจะสามารถอยู่กลางแจ้งได้เป็นเวลานานบางผลิตภัณฑ์เพิ่มคุณสมบัติกันน้ำได้อีกด้วย
นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์สำหรบผู้ที่ไม่ใช่นักกีฬาแต่นิยมผิวสีแทนสวย
รวมทั้งผลิตภัณฑ์สำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการป้องกันอันตรายจากแสงแดด
ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในชีวิตประจำวัน
Sun Protection Factor (SPF) เป็นตัวบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดทำให้รู้ว่าเมื่อใช้เครื่องสำอางตัวนั้นแล้ว
ผิวหนังของเราจะถูกแสงแดดดได้นานแค่ไหนผิวถึงจะไม่altไหม้
ยกตัวอย่างเช่น โดยปกติคนเราโดนแสงแดดได้นาน 10 นาที
ถึงจะมีอาการปวดแสบปวดร้อน หรืออาการผิวหนังไหม้
แต่เมื่อทาเครื่องสำอางทีผสมสารป้องกันแสงแดดทีมีค่า SPF15
บนผิวหนัง ก็จะสามารถถูกแสงแดดได้นานถึง 15 เท่า ก็คือ 150 นาที โดยทีผิวไม่ไหม้ แต่อย่างไรก็ตาม ค่า SPF สูงแค่ไหนก็ไม่สามารถป้องกันรังสียูวีเอ
ซึ่งเป็นสาเหตูของริ้วรอยเหี่ยวย่นและมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้น นอกจากจะต้องดูค่า SPF
แล้วจะต้องดูว่าป้องกันรังสียูวีเอได้ด้วยจึงจะเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดได้มากขึ้น
ซึ่งดูได้จากสลากทีระบุข้อความใว้ เช่น ป้องกันรังสียูวีเอได้
หรือหากไม่ระบุข้อความดังกลาวให้ดูทีส่วนประกอบทีมีส่วนผสมของสารที่สามารถดูดซับรังสียูวีเอได้
เช่น เอโวเบนโซน ออกซิเบนโซน ซูลิโซเบนโซนเมนทิลแอนทรานิเลต เป็นต้น
หรือจะใช้ผลิตภัณฑ์ทีผสมสารที่สามารถสะท้อนรังสีได้ทั้งยูวีเอและยูวีบี เช่น
ติตาเนียม ไดออกไซด์ และ ซิงก์ออกไซด์ ก็ได้
แต่สารกลุ่มนี้จะมีข้อเสียคือจะเคลือบผิวให้ดูขาวโพลน แลดูไม่เป็นธรรมชาติ
สำหรบการใช้ SPF ให้มีประสิทธิภาพนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น
มีเหงื่อออกระหว่างทำกิจกรรมกลางแจ้ง ว่ายน้ำ
หรือทำกิจกรรมใดก็แล้วแต่ที่ทำให้เครื่องสำอางถูกชะล้างออกจากผิวหนัง
ควรทาเครื่องสำอางบ่อยๆทุก 2 ชั่วโมง
เพราะประสิทธิภาพของเครื่องสำอางจะลดลงเมื่อถูกชะล้างออก
อีกทั้งควรใช้เครื่องสำอางให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ปริมาณแสงแดด เช่น
ถ้าทำงานในสำนักงานควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15
ก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าอยู่ในแสงแดดจ้าเป็นเวลานานๆเครื่องสำอางควรมีค่า SPF ยิ่งมากยิ่งทำให้ระยะเวลาที่ผิวสามารถทนต่อแสงแดดนานขึ้นตามลำดับ
แต่เครื่องสำอางจะมีความเหนียวเหนอะหนะมากขึ้น
และมีสารเคมีที่ใช้กันแดดมากตามมาเช่นกัน ดังนั้นโอกาสที่ผู้ใช้จะเกิดการแพ้หรือระคายเคืองย่อมมีมากกว่าเครื่องสำอางที่มี
SPF ต่ำ
ในเมืองร้อนอย่างประเทศไทยเรา
การใช้ครีมกันแดดเป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะเด็กๆไม่ควรปล่อยให้โดนแสงแดดโดยตรง
เพราะมีข้อมูลว่าการได้รับแสงแดดมากเกินไปตั้งแต่เด็กๆอาจก่อให้เกิดมะเร็งที่ผิวหนังได้
จึงควรเริ่มใช้ครีสกันแดดตั้งแต่อายุยังน้อย
ปฎิบัติให้เป็นประจำและสม่ำเสมอสำหรับการเลือกชื้อผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด
(ครีมกันแดด) ต้องพิถีพิถันพอสมควร เนื่องจากขณะใช้จะต้องทาครีมในปริมาณมาก
ครีมจะสัมผัสผิวกายในบริเวณกว้างเป็นเวลานาน
และบริเวณที่ทายังมีโอกาสโดนแสงแดดอีกด้วย
สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่าเครื่องสำอางประเภทอื่นๆดังนั้นก่อนที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ใดเป็นครั้งแรก
ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้
ด้วยการทาผลิตภัณฑ์ปริมาณเล็กน้อยบริเวณใต้ท้องแขนทิ้งใว้ 24-48 ชั้วโมง
หากไม่มีความผิดปกติใดๆเกิดขึ้น แสดงว่าใช้ได้
ปัญหาจากการใช้เครื่องสำอางกลุ่มนี้ คือ ผู้ใช้ใช้ไม่ถูกวิธี
เช่น ใช้น้อยเกินไป ในกรณีที่เหงื่อออกมาก หรือ ว่ายน้ำ ไม่มีการทาซ้ำ
จึงไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอต่อการป้องกันแสงแดด หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี SPF สูงเกินความจำเป็น
เช่น อยู่ในสำนักงานทั้งวัน แต่ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆซึ่งค่า
SPF ยิ่งสูงยิ่งมีราคาแพงจึงไม่คุ่มกับราคาของผลิตภัณฑ์ที่สูญเสียไปอย่างไรก็ตามการใช้ครีมกันแดดเพียงอย่างเดียวอาจไมเพียงพอ
ต้องใช้วิธีอืนร่วมด้วย เช่น
หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแจ้งในช่วงที่แสงแดดจ้า คือ ช่วงเวลา 10.00-16.00น. หากจำเป็นก็ควรอยู่กลางแจ้งในช่วงเวลาที่สั้นที่สุด
หรืออยู่ในร่มเงา
เมื่ออยู่กลางแจ้งควรสวมหมวกปีกกว้างสวมเสื้อผ้าที่ปกคลุมร่างกายมิดชีดรวมทั้งสวมแว่นกันแดด
ด้วยเพราะขณะนี้พบว่ารังสี UV เป็นสาเหตูหนึ่งของต้อกระจกได้
ภาครัฐดูแลคุณภาพผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด
ผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดมีผลต่อความปลอดภัยของผู้ใช้
ดังนั้นภาครัฐจึงจำเป็นต้องเข้ามากำกับดูแดลให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพที่ดี มีสูตร
และส่วนประกอบที่เหมาะสม ปลอดภัยกับผู้ใช้สามารถป้องกันแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมไปถืงสลากที่ต้องบ่งบอกข้อมูลที่ครบถ้วนถูกต้องชัดเจนเพียงพอ
ผู้ใช้อ่านแล้วเข้าใจง่าย สามารถเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ตรงตามความต้องการ
เพื่อให้ผู้ใช้ได้ตระหนักว่าผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีสารป้องกันแสงแดด
ไม่อาจป้องกันอันตรายได้อย่างสมบรูณ์ และต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
จึงได้กำหนดให้แสดงคำเตือนที่สลากว่า
1การใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีสารป้องกันแสงแดดเป็นเพียงวิธีช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายจากแสงแดด
2อ่านวิธีใช้ให้ละเอียดและปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด
3หากใช้แล้วมีความผิดปกติใดๆเกิดขึ้นต้องหยุดใช้และปรึกษาแพทย์
ครีมกันแดดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับปริมาณแสงแดด
และสภาพผิวหนัง ดังนั้นก่อนเลือกใช้ควรอ่านสลากให้ละเอียด และทดสอบการแพ้ก่อนใช้
เพื่อเพิ่มความปลอดภัย เหมาะสม และคุ้ค่า จากการใช้ผลิตภัณฑ์
ปกติ 390 บาท
พิเศษลดเหลือ 290 บาท
สอบถามโทร 085-9083178 วราพร
อันตรายจากแสงแดดสู่ผิวสาวๆที่คุณคาดไม่ถึง
ทุกคนทราบดีว่า แสงแดดมีคุณประโยชน์และมีความจำเป็นต่อร่างกาย เช่น ในการสร้าง vitamin D ซึ่งจะช่วยให้กระดูกมีความแข็งแรง และในทางการแพทย์
ยังมีการใช้พลังงานบางช่วงของแสงแดด ในการรักษาโรคผิวหนังบางชนิดด้วย เช่น
ผื่นสะเก็ดเงิน และโรคด่างขาว
แสงจากดวงอาทิตย์เป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic
radiation) ที่ประกอบด้วยความยาวคลื่น ตั้งแต่ radio waves
(>1mm) ไปจนถึง gamma rays(<100Å) แต่
พลังงานแสงแดดที่ตกมาถึงพื้นโลก ๙๙% ประกอบด้วยความยาวคลื่น 3 ช่วง คือ
Visible light (แสงสว่างที่ตามองเห็น) ร้อยละ 32
รังสี Infrared ร้อยละ 66
รังสี Ultraviolet ร้อยละ 2
Ultraviolet A (UVA wavelength 320-400nm) : UVA เป็นรังสี
UV จากแสงอาทิตย์ที่พบได้มากบนพื้นผิวโลก โดยพบรังสี UVAได้ตลอดวัน และพบได้ตลอดทั้งปี
สามารถผ่านเข้าสู่ชั้นหนังกำพร้าและลงลึกถึงชั้นหนังแท้ได้
มีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันในชั้นหนังแท้
ถ้าได้รับมากเกินไป จะไปทำลายเนื้อเยื่อคอลลาเจน และอิลาสติก ทำให้เกิดการแก่ก่อนวัย
ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนผิวหนัง (photoaging) และปัจจุบันเชื่อว่า UVA ก็เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนังด้วยเช่นกัน
Ultraviolet B ( UVB wavelength 280-320nm) : UVB เป็นรังสี
UV จากแสงอาทิตย์ที่พบบนพื้นผิวโลกน้อยกว่ารังสี UVA โดยจะพบรังสี UVB มากในช่วง 10.00 -14.00 น.และพบมากในช่วงฤดูร้อน UVB จะผ่านเข้าไปในผิวหนังได้แค่ชั้นหนังกำพร้า
และชั้นตื้นๆของหนังแท้
และถูกดูดซับได้น้อย UVB เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการไหม้แดด (sunburn) ถ้าได้รับในปริมาณที่มากเกินไป
และถ้าได้รับมากในระยะยาว อาจก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้
Ultraviolet C (UVC wavelength190-280 nm): UVC เป็นรังสี UV ที่สามารถผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้ลึกมากกว่าUVA
เป็นอันตรายอย่างมากต่อนิวเคลียสของเซลล์
จึงก่ออันตรายต่อผิวหนังมาก แต่เนื่องจาก UVC จะถูกกรองโดย Ozone
ในบรรยากาศชั้น Stratosphere ทำให้ไม่สามารถผ่านมาถึงพื้นโลกได้
(เฉพาะUVA และ UVB(>290nm) เท่านั้นที่สามารถส่องผ่านชั้น
Ozone มาถึงพื้นโลก)
เกิดจากผิวหนังได้รับแสงแดดในปริมาณที่มากเกินไป
มักเกิดภายใน 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะ ภายใน 2 -6 ชั่วโมงแรก หลังจากถูกแดด เช่น หลังการอาบแดด
มีอาการเกิดขึ้นหลังได้รับแสงแดดสะสมเป็นเวลานาน ได้แก่
สีผิวคล้ำขึ้น (tanning) เกิดจากมีการผลิตและกระจายของเม็ดสีมากขึ้น
เพื่อป้องกันนิวเคลียสของเซลล์ของผิวหนัง จากอันตรายของแสงแดด
เป็นสาเหตุหนึ่งของ Photoaging หรือ Extrinsic aging (การแก่ของผิวหนัง) ทำให้ ผิวหนังมีรอยย่นก่อนวัย หยาบกร้าน สีผิวไม่สม่ำเสมอ เป็นฝ้า กระ
อาจมีเส้นเลือดฝอย หรือเกิดจ้ำเลือดได้ง่าย
เป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง :
แม้ว่าการจะเกิดมะเร็งผิวหนัง จะขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง แต่ในปัจจุบันเชื่อว่า
ผิวหนังที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก จากการสะสมของการได้รับแสง UV ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดมะเร็งของผิวหนังได้
(ปัจจัยอื่นๆ เช่น ขึ้นกับสีผิวของคนเราด้วย ในชนชาติที่ผิวขาว
จะเกิดมะเร็งผิวหนังได้มากกว่าชนชาติที่สีผิวคล้ำ
นอกจากนี้ตำแหน่งที่อาศัยอยู่ก็มีความสำคัญ ถ้าอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร
ก็มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น)
ทำให้ภูมิคุ้มกันของผิวหนังลดลง : ซึ่งเชื่อว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังมากขึ้น
และนอกจากนั้น ยังเชื่อว่าทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยทั่วไปลดลงด้วย
ในบางคนอาจมีแผลร้อนใน ในปาก หลังจากถูกแสงแดดมากเกินไป รวมทั้ง
โรคติดเชื้อบางอย่าง อาจมีอาการกำเริบขึ้น เช่น อีสุกอีใส เริม เป็นต้น
ผู้ป่วยโรคผิวหนังบางชนิด จะมีความไวต่อแสงแดดมากกว่าคนปกติ
เมื่อถูกแสงแดดจะทำให้อาการของโรคกำเริบขึ้นได้ เช่น สิวบางชนิด, SLE, DLE, PMLE,
Rosacea, Solar urticaria, porphyria, xeroderma pigmentosum, actinic
prurigo ผู้ป่วยเหล่านี้จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงแสงแดด
หรือใช้ครีมกันแดด เป็นประจำ
ในระยะสั้น
สามารถเกิด Photokeratitis หรือ 'Snow-blindness'
ในระยะยาว
ถ้าได้รับสะสมมากเกินไป ทำให้เกิดต้อกระจกได้
และยังพบว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของสายตาสั้นในคน
สูง อายุได้ (age-related near-sightedness)
เนื่องจาก แสงUV สามารถผ่านทะลุกระจกได้
ผ่านก้อนเมฆได้ และแสงแดดสามารถสะท้อนเม็ดทราย ผิวนํ้า และหิมะ มาถึงร่างกายเราได้
ดังนั้น แม้จะอยู่ในอาคาร ในที่ร่ม ในวันที่ดูเหมือนมืดคลึ้ม
หรือเวลาไปเที่ยวชายหาด แม้จะไม่เดินตากแดดก็ต้องป้องกันเสมอ
และจำเป็นสำหรับคนทุกอายุหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วง 10.00 น.
ถึง 15.00 น. ซึ่งจะมีปริมาณของแสง UVB ซึ่งเป็นตัวการหลักในการเกิดการไหม้แดด
มากกว่าช่วงเวลาอื่นของวันถ้าจำเป็นต้องออกไปกลางแดด
ควรเลือกสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสม เช่น สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว
เสื้อที่หนาและหลวมๆจะกันแสงได้ดี และผ้าฝ้ายจะป้อง กันรังสีดีกว่าผ้าที่ทำจากใยสังเคราะห์
และควรใช้อุปกรณ์ช่วยกำบังแสงแดด เช่น ใส่หมวกปีกกว้าง
(หมวกที่ป้องกันแดดได้ผลดี ต้องมีขอบหรือปีกกว้างขนาดอย่างน้อย 4 นิ้ว )
กางร่ม สวมแว่นตากันแสง UV เพื่อป้องกัน การเกิดต้อกระจก
แม้จะทาครีมกันแดด ก็ไม่ควรออกแดดเกิน 30 นาที
ในวันแรกของการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ในวันต่อๆมา
จึงจะสามารถค่อยๆเพิ่มการออกแดดขึ้นได้ วันละ 10 นาที
ยาบางชนิด จะทำให้ผิวหนังไวต่อแสงแดดมากขึ้น เช่น
ยาในกลุ่มเตตราไซคลิน ซัลฟา ยากันชัก ยาแก้โรคซึมเศร้า
ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หากเป็นผู้ป่วยที่ใช้ยาดังกล่าวอยู่
ควรป้องกันแสงแดดมากขึ้น
อาการแดง อาการบวม ปวด แสบร้อนตุ่มพอง : ประคบผิวส่วนนี้ให้เย็นขึ้น และ ทายาลดอาการบวมแดง และ moistureizer
การลอกของผิวหนัง : ใช้ moistureizer หรือ oil ทา เมื่อไม่มีอาการบวมแดงแล้ว
อาจร่วมกับการขัดผิวอย่างอ่อนโยนด้วย body scrub
ปกติ 390 บาท
พิเศษลดเหลือ 290 บาท
สอบถามโทร 085-9083178 วราพร
http://pannfitbeautysuncream.blogspot.com/
อันตรายของแดดตัวร้ายและวิธีป้องกัน
สำหรับประเทศเมืองร้อนอย่างเราที่มีแดดจัดจ้าแทบทั้งปี
ทำให้ "ครีมกันแดด"
กลายมาเป็นไอเท็มจำเป็นคู่กายของคุณผู้หญิงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้(คุณผู้ชายเองก็ควรใช้เป็นประจำให้เป็นนิสัยด้วยเหมือนกันนะ) ใครที่ยังมองข้ามละเลยความสำคัญและประโยชน์มากมายของครีมกันแดดไป
ลองหันมาฟังความอันตรายของแสงแดดจัดจ้าดูนะคะ เพราะมันมีทั้งโทษต่อสุขภาพ
แล้วก็เป็นศัตรูตัวฉกาจต่อความงามของผู้หญิงเลยทีเดียว
เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งผิวหนัง รังสียูวีจากแสงแดดเป็นเหตุก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนัง
ที่แม้ไม่แสดงอาการแบบปัจจุบันทันด่วน แต่เมื่อคุณแก่ตัวลงมันจะค่อย ๆ
ปรากฏผลให้เห็น อาการเริ่มต้นอาจเป็นเพียงผื่นขุย ๆ ที่แขน ขา
หรือในบริเวณที่สัมผัสแสงแดดโดยตรงบ่อย ๆ
หากทิ้งไว้ไม่รักษาอาจพัฒนาเป็นตุ่มหรือก้อนนูนที่ผิวหนัง ซึ่งอาจเกิดจากผิวชั้นตื้นหรือผุดมาจากผิวชั้นที่ลึกลงไปก็ได้
และหากเกิดขึ้นใกล้กับอวัยวะสำคัญอย่างหู จมูก ปาก ตา
ก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะนั้นได้
ทำร้ายผิวหนัง
บางคนแพ้แดดก็เกิดอาการเป็นผื่นขึ้นมา ตามมาด้วยผิวลอก บางรายก็ทำให้สิวเห่อ
นอกจากนี้แสงแดดที่ลามเลียยังทำให้ผิวแห้งและหยาบกร้านด้วย
ทำให้รูขุมขนกว้าง
แสงแดดจะทำลายคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวเรียบตึง เมื่อผิวหนังขาดความยืดหยุ่น
ผนังรูขุมขนจึงหย่อนยาน ทำให้รูขุมขนดูกว้างขึ้นนั่นเอง
ต้นเหตุริ้วรอย
ทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีจากแสงแดดต่างร่วมมือกันทำ ลายคอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนัง
ทำให้ผิวขาดความยืดหยุ่น เป็นสาเหตุของริ้วรอยต่าง ๆ ทั้งเส้นบาง ๆ และรอยเส้นลึก
ซึ่งไม่เป็นที่ปราถนาแก่ผู้หญิงไม่ว่าวัยใดก็ตาม
ได้ทราบถึงอันตรายกันไปแล้วนะคะ
ทีนี้เราก็มาดูวิธีป้องกันไม่ให้ผิวของเราโดนแสงแดดทำร้ายกันดีกว่าค่ะ
ใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF อย่างน้อย 30 ขึ้นไป
โดยทาก่อนออกจากบ้านประมาณครึ่งชั่วโมง หากเป็นไปได้ควรทาซ้ำระหว่างวัน
และหากวันไหนต้องออกแดดจัดเป็นพิเศษ
อย่างไปเที่ยวทะเลหรือมีกิจกรรมกลางแจ้งเป็นเวลานาน ควรใช้ครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟสูงขึ้นและหมั่นทาซ้ำทุก ๆ 3-4 ชั่วโมง
แม้เครื่องสำอางที่คุณใช้ไม่ว่าจะเป็นเดย์ครีม
เบส ครีมรองพื้น จะอ้างว่าผสมสารกันแดดเอาไว้ แต่อย่างไรก็ดี
มันก็เป็นเครื่องสำอางอยู่นั่นเอง
ซึ่งไม่อาจทำหน้าที่ปกป้องผิวคุณจากแสงแดดได้ดีเทียบเท่ากับครีมกันแดดจริง ๆ ฉะนั้นเพื่อประสิทธิภาพในการปกป้องผิวหน้าที่ดีที่สุด
ให้ใช้ครีมกันแดดแบบเนื้อแมทก่อนจะลงมือแต่งหน้าทุกครั้ง
ไปพบแพทย์ผิวหนังเป็นประจำทุกปี
เพื่อเช็คสภาพผิวของคุณ
บางทีผิวของคุณอาจมีอาการผิดปกติโดยที่คุณไม่ทันสังเกตมาก่อนก็ได้
พกครีมกันแดดไว้ใกล้มือในที่ ๆ คว้ามาใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการ
อย่างที่ออฟฟิศหรือว่าในรถยนต์ส่วนตัว
ยิ่งเป็นกันแดดแบบสเปรย์ได้ก็จะใช้สะดวกมากขึ้น
นอกจากนี้อย่าลืมทาครีมกันแดดก่อนออกแดดอย่างน้อย 30
นาทีนะจ๊ะ
ลบความคิดที่ว่าแดดมีประโยชน์ช่วยให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีได้
ก็เลยสู้แดดแบบไม่หวั่น แต่ความจริงแล้วแดดที่เหมาะแก่การสังเคราะห์วิตามินดีนั้น ควรจะเป็นแดดอุ่น ๆ อย่างแดดตอนเช้าก่อน 8 โมงและแดดบ่ายหลังสี่โมงครึ่งไปแล้ว (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลด้วยนะคะ
ถ้าเป็นฤดูหนาวที่ดวงอาทิตย์ขึ้นช้าและตกเร็วกว่าปกติ
เวลาตอนเช้าอาจสายออกไปกว่าเดิม และเวลาในตอนเย็นก็เขยิบเร็วขึ้นได้ค่ะ)
ส่วนแดดเปรี้ยง ๆ
ระหว่างวันนั้นน่าจะให้รังสียูวีที่ก่อมะเร็งมากกว่าประโยชน์ที่จะได้จากการสังเคราะห์วิตามินดีนะคะ
อ่านมาจนจบถึงตรงนี้แล้ว
เริ่มเห็นความสำคัญ(มาก ๆ) ที่จะต้องใช้ครีมกันแดดแล้วหรือยังเอ่ย ใครที่ยังมีนิสัยทาครีมกันแดดบ้างไม่ทาบ้าง
จากนี้ไปพยายามบังคับตัวเองให้ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน
เพื่อที่ผิวสุขภาพดีจะได้อยู่กับเราไปนาน ๆ นะคะ
ปกติ 390
บาท
พิเศษลดเหลือ 290
บาท
สอบถามโทร 085-9083178
วราพร
http://pannfitbeautysuncream.blogspot.com/
วิธีแก้หน้าไหม้จากแดด
เมื่อผิวปะทะแดดอย่างจัง หน้าดำ หมองคล้ำ
ริ้วรอยหยาบกร้านก็ตามมาเป็นพรวน แต่ก่อนที่จะพึ่งคอร์สทรีตเมนต์ในสปา
หรือเวียนเข้าออกศูนย์ความงามด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง
เราลองดูวิธีแก้หน้าไหม้แดดในเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ง่ายๆ แบบเร่งด่วนกันก่อน
วิธีแก้หน้าไหม้แดดนั้นไม่ยาก
หากดูแลอย่างถูกวิธีและทำอย่างต่อเนื่อง “ปัญหาที่ทุกคนเจอแม้จะระดมทาครีมกันแดด
SPF 60 PA++ไปแล้ว แต่ก็ยังเอาไม่อยู่
แดดยิ่งแรงผิวก็ยิ่งคล้ำขึ้น แถมยังไม่พอยังรู้สึกแสบ! ร้อน! แดง!
จนถึงขั้นผิวลอกเป็นแผ่นๆ! หากปล่อยไว้ไม่ดูแลอย่างเร่งด่วน
จะทำให้เซลล์ผิวใหม่หลังการลอกกลายเป็นผิวหยาบกร้าน เป็นจุดหมองคล้ำ
และมีริ้วรอยตามมา ให้ท่องไว้เสมอหลังโดนแดดอย่าช้าผิวสวยรอไม่ได้
ต้องทำการฟื้นฟูทันที ตามสเตปดังนี้
1. การปรับอุณหภูมิผิวหลังโดนแดดเผานั้นสำคัญ
ให้ใช้ผ้าขนหนูที่แช่เย็นหรือชุบน้ำเย็นประคบตรงบริเวณที่โดนแดดเผา เน้นเป็นจุดๆ
ทั่วใบหน้า โดยเฉพาะทีโซนจะเป็นพื้นที่ที่โดนแสงแดดทำร้ายมากที่สุด
การทำเช่นนี้เพื่อให้อุณหภูมิของผิวหนังบริเวณผิวหน้ากลับมาเป็นปกติ ค่อยๆ ทำซ้ำ
หลายๆ ครั้ง จนรู้สึกว่าผิวเย็นหายร้อน
2.เลี่ยงการถูด้วยสบู่ล้างหน้าถ้าผิวบริเวณใบหน้าโดนแดดเผา ควรจะเลี่ยงการใช้สบู่หรือครีมล้างหน้าต่างๆ
แล้วใช้เพียงน้ำสะอาดแทน หากเป็นไปได้เพื่อลดอาการระคายเคืองของผิวหน้า
เลี่ยงการใช้มือสัมผัสเวลาทำความสะอาดหน้า ทาครีมบำรุง ควรใช้เครื่องนวดหน้าคุณภาพมาตรฐานหัวนวดสแตนเลส
สตีลคุณภาพสูงแทนการใช้มือสัมผัสผิวโดยตรง
เพื่อป้องกันการระคายเคืองกับผิวที่ตอนนี้บอบบางแพ้ง่ายเป็นพิเศษ
3. จนกว่ารอยไหม้จากแดดจะดีขึ้น
ลดการใช้เครื่องสำอางต่างๆ ไว้ก่อน สาวๆ หลายคนพอโดนแดดมากๆ
ก็มักรู้สึกอยากจะหันไปพี่งเครื่องสำอางจำพวกขาวใสทันที
แต่ระหว่างที่ผิวยังอยู่ในสภาพการโดนเผา
เครื่องสำอางเหล่านี้อาจจะยิ่งซ้ำเติมรอยแผลและการฟื้นฟูผิวได้
ฉะนั้นอดใจรอให้เวลาผิวได้ปรับตัวให้ดีขึ้นก่อนจะดีกว่า
4. เมื่อรอยไหม้จากแดดดีขึ้นแล้ว เร่งเติมน้ำให้กับผิว
หลังจากโดนแดดเผา ปริมาณน้ำใต้ผิวจะลดลงอย่างมาก
พอสภาพรอยไหม้เริ่มดีขึ้นระดับหนึ่ง
ก็ถึงเวลาที่ต้องเติมน้ำให้กับผิวอย่างเร่งด่วน
ลงโทนเนอร์และมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวให้มากกว่าปกติเป็น 2 เท่า
แต่เพราะกลไกธรรมชาติแห่งผิวพรรณมักจะตีความสารอาหารบำรุงผิวเป็นสิ่งแปลกปลอม
และขัดขวางไม่ไห้สารบำรุงที่ผิวต้องการเข้าสู่ผิว
ดังนั้นเราจึงควรหาตัวช่วยที่สามารถผลักครีมบำรุงเข้าสู่ผิวอย่างล้ำลึกและทันทีทันใด
ในวงการความงามนิยมใช้เครื่องนวดหน้าผลักครีมเข้าสู่ผิว
พร้อมนวดกระตุ้นเซลล์ผิวให้เกิดการยืดหยุ่น ดีทอกซ์ผิวหน้าให้สดชื่น
คอยเติมน้ำให้ผิวอย่างเพียงพอ
เพื่อเป็นการเพิ่มความแข็งแรงให้คอลลาเจนและอิลาสตินในชั้นผิวได้โดยตรง
5. ขณะที่ผิวกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ให้บำรุงผิวเพิ่มเติม
ด้วยโลชั่นหรือเซรั่ม ที่มีความสามารถในการปกป้อง ความชุ่มชื่นในผิวสูง
โดยเฉพาะสารบำรุงที่มีส่วนผสมในการช่วยยับยั้งการขยายตัวของเม็ดสีเมลานิน
อย่างเช่นส่วนผสมของ Vitamin C หรือว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิวจำพวก Whitening
ก็จะช่วยปกป้องการเกิดฝ้าและกระให้กับผิวได้ดีขึ้น
โดยใช้ควบคู่กับเครื่องนวดหน้าระบบอัลตร้าโซนิค (เทคโนโลยีคลื่นเสียงความถี่สูง)
และกัลวานิคไอออน (ปล่อยประจุไฟฟ้าแบบอ่อนๆ ที่อาศัยการผลักดึงของขั้วบวกและขั้วลบ)
เพื่อเปิดรับการกระชับรูขุมขน
สู่การผลักสารสำคัญตรงเข้าบำรุงผิวหน้าได้อย่างล้ำลึก
พร้อมจะกลับมาแต่งหน้าสวยได้ตามปกติ
ปกติ 390
บาท
พิเศษลดเหลือ 290
บาท
สอบถามโทร 085-9083178
วราพร
http://pannfitbeautysuncream.blogspot.com/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)











